ปัจจัยเสี่ยงทั้งนอกและใน

ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวรับอยู่ที่ 685-675 จุด และมีกรอบแนวต้านอยู่ที่ 697-702 จุด

ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายฉุดดัชนีตลาดหุ้นดำดิ่ง ความวิตกว่าประเทศลูกหนี้แถบยูโรอาจผิดนัดชำระหนี้ บวกกับตัวเลขคนว่างงานกลับมาคุกคามความเชื่อมั่น นักลงทุนโยกเม็ดเงินเข้าเก็งกำไรตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองในประเทศที่ทวีความร้อนแรง

ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบ

นักลงทุนกลับมาวิตกว่าเศรษฐกิจโลกอาจอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นของกรีซ โปรตุเกสและสเปนอาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ และตัวเลขคนว่างงานในสหรัฐที่สูงเกินคาด กระตุ้นนักลงทุนเทขายหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ เงินลงทุนถูกโยกเข้าเก็งกำไรค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร

เดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่าภาคธุรกิจของสหรัฐมีการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐที่มีสัญญาณฟื้นตัวถูกคุกคามด้วยตัวเลขคนว่างงานและการยื่นล้มละลาย

ดัชนี Dollar index ดีดตัวขึ้นเหนือแนวต้านที่ 80 จุด หากดัชนีสามารถทะลุผ่านแนวต้านนี้ขึ้นไปได้ จะสะท้อนถึงการเข้าเก็งกำไรในตลาดเงินยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ดี ในทางเทคนิคดัชนีดอลลาร์มีแนวต้านที่ต้องระวังอยู่ที่ 80.9 จุด

ดัชนี VIX เมื่อวันพฤหัสบดีดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 26.08 จุด เพิ่มขึ้น 20.7 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่านักลงทุนย่านวอลล์สตรีทกำลังวิตกว่าดัชนี S&P 500 มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง

นักวิเคราะห์เริ่มปรับมุมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวจริง โอกาสที่เศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวเพิ่มคงมีไม่มาก

ยิ่งเข้าใกล้ปลายเดือนกุมภาพันธ์มากขึ้นเท่าไร อุณหภูมิการเมืองภายในประเทศยิ่งร้อนแรง นักลงทุนเริ่มชะลอการซื้อขายบางคนเริ่มออกจากตลาด ปริมาณการซื้อขายลดลงแม้นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาขายสุทธิ หลังจากที่ซื้อสุทธิมาสองวัน หากปัญหาการเมืองยังไม่สามารถผ่อนคลายไปในทางที่ดี คาดว่าตลาดจะซบเซาต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ปัจจัยทางเทคนิค

จากกราฟรายสัปดาห์ ดัชนีตลาดปรับลดลงเข้าหาแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ที่ระดับ 687 จุด โดยมีจุดต่ำเก่าเป็นแนวรับร่วม ปริมาณการซื้อขายลดลง ทำให้แนวรับของเส้น Neckline ของ Double Top ที่ระดับ 675 จุด อาจเป็นแนวรับที่สำคัญ กรณีที่ดัชนีตลาดไม่สามารถยืนเหนือแนวรับนี้ได้ สัญญาณทางเทคนิคจะเป็นลบและจะยืนยันสัญญาณกลับตัวรูปแบบ Double Top ซึ่งจะทำให้ดัชนีตลาดมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงแรงตามมา

หากดัชนีตลาดเกิดสัญญาณกลับตัวรูปแบบ Double Top ดัชนีตลาดจะปรับลดลงเข้าหาแนวรับ 38% Fibonacci retracement ที่ระดับ 615 จุด

สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายสัปดาห์ สัญญาณทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นลบ

จากกราฟรายวัน ดัชนีตลาดดิ่งลงแบบมีช่องว่าง (Breakaway gap) หลังปรับตัวขึ้นทางเทคนิคมีรูปแบบธง (Flag) ที่ชายธงชี้ขึ้น อันเป็นสัญญาณลงต่อเนื่อง การที่ดัชนีตลาดปรับลดลงแบบมีช่องว่าง จะทำให้ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นเพื่อปิดช่องว่าง (Filling the gap) เพื่อลงต่อ โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมกับแนวต้านทางจิตวิทยาที่ 700 จุด

ปริมาณการซื้อขายลดลงทำให้การปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดจากนี้ไปอาจไม่รุนแรง

สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายวัน สัญญาณทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นลบ ทำให้ดัชนีตลาดมีแนวโน้มที่ปรับตัวลดลง

ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวรับอยู่ที่ 685-675 จุด และมีกรอบแนวต้านอยู่ที่ 697-702 จุด

กลยุทธ์การลงทุน

พอร์ตการลงทุนระยะสั้นควรชะลอการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางให้ชัดเจนที่แนวรับ 680-675 จุด
พอร์ตการลงทุนระยะกลางหาจังหวะเพิ่มพอร์ตการลงทุนที่แนวรับ 680-675 จุด ในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานอีก 1 ใน 4 ของพอร์ต
(ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.thaistocktimes.com )


BangkokBizNews
Last update : 2/8/2010 11:17:46 AM

ข่าวอื่นๆในหมวดนี้

  หุ้นไทยปิดเช้าบวกเล็กน้อย
  ส่งออก-ท่องเที่ยวฟื้นศก. คลังเตรียมเพิ่มเป้าจีดีพีทั้งปีใหม่
  ตลาดทองแดงนิวยอร์ค พุ่งรับข้อมูล ศก.สหรัฐบวก
  ธปท.ดึงคนนอกประเมินผลการใช้กรอบเงินเฟ้อ สรุป ก.ย.นี้
  ญี่ปุ่นเผยดัชนี CPI มิ.ย.ซบบ่งชี้ภาวะเงินฝืด
  IMF มั่นใจ แบงก์ชาติจีนยังไม่ขึ้น ดบ.
  ฟิลลิปชี้ปลายปีทองแตะ1,300ดอลลาร์/ออนซ์
  แนวโน้มดัชนีเช้าผันผวน
  ดาวโจนส์ปิดที่ 10,467.16 จุด ลดลง 30.72 จุด
  ฟิทช์หั่นเรตติ้งเวียดนาม-ระบบธนาคารอ่อนแอ
  ธปท.จับตาเงินไหลเข้าตลาดหุ้น-ตราสารหนี้